บทความ
สิทธิเด็กและแรงงานหญิงที่เป็นแม่ : เมื่อการเติบโตของเด็กหนึ่งคนแขวนอยู่บนความลำบากของแม่

ในชุมชนเมืองที่แออัด ชีวิตของแรงงานหญิงเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความไม่แน่นอน การทำงานหาเช้ากินค่ำเพื่อเลี้ยงครอบครัวเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องทำอย่างเท่าเทียมกับผู้ชาย แต่พบปัญหาเรื่องรายได้ที่จำกัด ชั่วโมงทำงานยาว และงานที่ไม่มั่นคงในการจ้างงาน ส่งผลให้แรงงานหญิงหลายคนกลายเป็นแม่ที่แทบไม่มีเวลาและทรัพยากรเพียงพอในการเลี้ยงดูลูกอย่างมีคุณภาพ

ในระบบการจ้างงานที่ขาดสวัสดิการและความยืดหยุ่น แรงงานหญิงที่เป็นแม่ถูกบังคับให้เลือกระหว่าง “การมีงานทำ” กับ “การทำหน้าที่แม่” อย่างเป็นระบบ แม่จำนวนมากไม่สามารถลางานพาลูกไปหาหมอได้ เพราะการลาไม่ใช่สิทธิที่มีอยู่จริงในสัญญาจ้างรายวันหรือการจ้างงานนอกระบบ การขาดงานหนึ่งวันอาจหมายถึงการถูกหักค่าแรง การไม่ได้ต่อสัญญา หรือการถูกแทนที่ด้วยแรงงานคนอื่น ความเจ็บป่วยของเด็กจึงถูกทำให้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของแม่ และผลักให้แม่ต้องปล่อยให้เด็กอยู่ในภาวะเจ็บป่วยโดยไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเด็กในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างชัดเจน

ภาระของแรงงานผู้หญิงที่มีลูกจึงต้องปรับการดูแลเลี้ยงดูลูกให้เข้ากับตารางงานที่ยาวนานและรายได้ที่ไม่แน่นอน หลายครอบครัวต้องพึ่งพาศูนย์เด็กเล็กเป็นหลักในช่วงกลางวัน เช่น แม่ในชุมชนคนจนเมืองที่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและกลับหลังห้าโมงเย็น หลังจากนั้นเด็กจะถูกส่งให้ผู้สูงอายุในบ้านดูแลต่อจนถึงค่ำ ขณะที่บางครอบครัวเผชิญสถานการณ์หนักกว่านั้น เช่น แม่ที่มีลูกป่วยเรื้อรังต้องหยุดงานบ่อยครั้งเพื่อเข้า - ออกโรงพยาบาลดูแลลูกจนกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ของทั้งครอบครัว

นอกจากนี้เรายังพบปัญหา เช่น ศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่ชุมชนแออัดของกรุงเทพมหานคร มีเด็กจำนวนหนึ่งที่มาโรงเรียนโดยไม่ได้กินอาหารเช้า ทางออกของปัญหานี้คือผู้ปกครองต้องจ่ายค่าอาหารเพิ่มเพื่อให้ครูในศูนย์เด็กเล็กมีค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารที่นอกเหนือจากงบประมาณรายหัวที่ได้จากรัฐ เพื่อให้มีงบเพียงพอต่อการดูแลเด็กแต่ละวัน สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนภาระต้นทุนการเลี้ยงเด็กที่ตกอยู่กับครอบครัวแรงงานโดยตรง ทั้งที่บริการพื้นฐาน เช่น อาหารที่โภชนาการครบถ้วน หนังสือ วัคซีน ควรเป็นสวัสดิการที่รัฐจัดให้เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กอย่างทั่วถึง

สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลของแรงงานหญิงที่เป็นแม่เพียงอย่างเดียว แต่คือภาพสะท้อนความเปราะบางของ สิทธิสตรี สิทธิแรงงาน และสิทธิเด็ก เมื่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจบีคั้นจนแม่ไม่สามารถหยิบยื่นเวลาและการสนับสนุนที่เหมาะสมแก่ลูกได้ พัฒาการและโอกาสในชีวิตของเด็กจึงถูกบั่นทอนลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

งานดูแลเด็กไม่ใช่ภาระครอบครัว แต่คือการลงทุนของสังคม

นอกจากมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนแล้ว ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ งานดูแลเด็กไม่ได้เป็นเพียงเรื่องในรั้วบ้าน แต่แนวคิดเรื่อง “ทุนมนุษย์” (human capital) ของ James J. Heckman เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ (ปี 2000) กลับมองว่า การลงทุนในวัยเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงก่อนวัยเรียน ส่งผลต่อทักษะ ความสามารถ และศักยภาพของเด็กในระยะยาว การสนับสนุนสวัสดิการเด็กและการเข้าถึงบริการดูแลเด็กคุณภาพ จึงเป็นการลงทุนที่สร้างโอกาสให้ทั้งแม่และลูก รวมถึงเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม

โดย เฮคแมน ให้ความเห็นว่า อัตราผลตอบแทนต่อการลงทุน (Rate of Return) ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะสูงที่สุดในช่วงปฐมวัย (โดยเฉพาะ 0-5 ปี) เพราะการพัฒนาในช่วงปฐมวัยช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านทักษะสติปัญญา (Cognitive Skills) และทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Social-Emotional Skills หรือ Soft Skills) ซึ่งทักษะเหล่านี้จะส่งผลดีต่อเนื่องไปตลอดชีวิต

แต่ภาพที่เราพบเห็นจนชินตาในชุมชนคนจนเมือง ชุมชนแออัดที่เต็มไปด้วยแรงงานหญิง คือ แรงงานหญิงที่เป็นแม่มักต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายด้าน ทั้ง เวลาที่จำกัด การเดินทางยาวนาน และสภาพการทำงานที่ไม่ยืดหยุ่น ทำให้การเลี้ยงลูกด้วยคุณภาพลดลง ผลวิจัยของ Heckman แสดงว่า ช่วงวัยเด็กแรกเริ่ม (birth-to-five) เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับการพัฒนาด้านสติปัญญา บุคลิกภาพ และจิตใจ หากเด็กไม่ได้รับการดูแลและการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม โอกาสและศักยภาพของเด็กในวัยโตและวัยผู้ใหญ่จะลดลง

การทำงานอย่างต่อเนื่องและไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับลูก จึงไม่เพียงแต่กระทบต่อเด็ก แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า ในภาคแรงงานเองก็ได้ละเมิดสิทธิของแม่ในการทำงานโดยสูญเสียความสามารถในการดูแลลูก และกระทบถึง สิทธิเด็กในการพัฒนาตนเองตามวัยและได้รับการดูแลที่เหมาะสม ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น Convention on the Rights of the Child (CRC, 1989)

ผลกระทบต่อสิทธิเด็ก: มองผ่านชีวิตแรงงานหญิงที่เป็นแม่ในชุมชนเมืองแออัด

การเลี้ยงลูกในพื้นที่ที่รัฐละเลย และระบบเศรษฐกิจผลักให้พ่อแม่ทำงานเกินแรง เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังบั่นทอนอนาคตของเด็กจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว นี่คือเหตุผลที่เราต้องกลับมามองชีวิตของแรงงานหญิงที่เป็นแม่อย่างลึกซึ้งอีกครั้ง เพื่อได้ทบทวนปัญหาร่วมกัน ว่าการคุ้มครองสิทธิเด็กจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากสิทธิแรงงานและสิทธิสตรียังไม่เคยปรากฏจริงในชีวิตประจำวันของพวกเธอในทุกเช้าที่ต้องออกไปทำงาน

ในครอบครัวคนจนเมือง รูปแบบความเปราะบางเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ คล้ายคลึงกัน และส่งผลต่อสิทธิเด็กในทุกมิติ ดังจะเห็นได้จากกรอบสิทธิทั้ง 4 ประการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ต่อไปนี้

1. สิทธิที่จะมีชีวิตรอด (Right of Survival)

ในชุมชนเมืองแออัด เด็กจำนวนมากเติบโตขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพ การที่แม่ต้องทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำเพื่อประคองรายได้ขั้นต่ำ ส่งผลให้ความสามารถในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข  ทั้งก่อนคลอด หลังคลอด และการดูแลเมื่อป่วยเบื้องต้น ถูกจำกัดอย่างรุนแรง เมื่อแม่ไม่มีเวลาพาเด็ก(บางคน)ไปรับวัคซีนได้ตรงเวลา ไม่ได้เข้ารับการตรวจสุขภาพตามระยะเวลาที่ควรจะเป็น ขณะที่คุณภาพอากาศ น้ำสะอาด และความปลอดภัยพื้นฐานก็เป็นสิ่งที่ต่อรองได้ยากในพื้นที่แออัด สิ่งเหล่านี้กระทบโดยตรงต่อ “สิทธิในการอยู่รอดปลอดภัย” ที่ถูกรับรองไว้ตั้งแต่วันที่เด็กลืมตาดูโลก

2. สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา (Right of Development)

งานของ เจมส์ เฮคแมน ย้ำชัดว่าการลงทุนในช่วงปฐมวัยมีผลทวีคูณกลับคืนสูงที่สุดในชีวิตมนุษย์ แต่ในชีวิตจริงของแม่ที่เป็นแรงงาน กลับไม่สามารถให้สิทธินี้แก่ลูกได้อย่างเหมาะสม การทำงานเกินเวลาและงานไม่เป็นกะ ทำให้แม่ไม่มีเวลาให้กับลูก ไม่อาจส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา อารมณ์ หรือทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในอนาคต นอกจากนี้ เด็กในครอบครัวคนจนเมืองยังเข้าถึงโภชนาการไม่เพียงพอ มีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาแฝง เช่น ค่ารถ ค่าอาหารกลางวัน และพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ก็มีอยู่อย่างจำกัด สิทธิที่จะ “เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ” จึงถูกบีบให้เหลือเพียงการเอาตัวรอดในแต่ละวัน มากกว่าการได้รับการพัฒนาทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม

3. สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง (Right of Protection)

เมื่อแม่ต้องออกไปทำงานเป็นเวลานาน เด็กจำนวนหนึ่งต้องอยู่ตามลำพัง อยู่กับญาติที่ไม่พร้อม หรือเผชิญความเสี่ยงต่อความรุนแรงในชุมชนที่เกิดขึ้นเป็นประจำ การขาดการดูแลจากผู้ใหญ่ที่ปลอดภัยทำให้เด็กตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิด ทารุณกรรม หรือแม้แต่ถูกชักชวนให้ทำงานผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ครอบครัวที่มีรายได้น้อยยังมีแนวโน้มสูงที่เด็กจะถูกผลักให้ช่วยหารายได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิเด็กอย่างชัดเจน CRC ระบุชัดเจนว่าเด็กต้องได้รับการปกป้องจากการแสวงหาประโยชน์ทุกรูปแบบ แต่ความเป็นจริงของครอบครัวแรงงานกลับสะท้อนช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ทำให้การ “ได้รับการคุ้มครองพื้นฐาน” กลายเป็นสิ่งที่ต้องลุ้น ไม่ใช่สิทธิที่ควรได้รับโดยอัตโนมัติ

4. สิทธิที่จะมีส่วนร่วม (Right of Participation)

เด็กในครอบครัวแรงงานมักเติบโตมาในบริบทที่เสียงของพวกเขาถูกกลบตั้งแต่ต้น เพราะชีวิตถูกกำหนดด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจมากกว่าทางเลือก พวกเขาไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เช่น การเรียนต่อ การทำกิจกรรม หรือการย้ายที่อยู่อาศัย  ในบางครอบครัว เด็กอาจต้องโตเร็วกว่าวัย แบกรับภาระที่เกินตัวจน ทำให้เสียงของพวกเขาเหล่านี้เป็นเสียงที่เบาและไม่มีพื้นที่สำหรับการรับฟัง CRC ระบุว่าทุกเด็กควรได้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง แต่ในความเป็นจริง เด็กในครอบครัวคนจนเมืองมักถูกเงื่อนไขของความยากจนบังคับให้เงียบ แม้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตพวกเขาโดยตรง

ท้ายที่สุด ชีวิตของแม่ในครอบครัวคนจนเมือง ล้วนเชื่อมโยงซ้อนทับการถูกละเมิดอย่างแน่นหนา ภาระของแม่ที่เป็นแรงงานต้องทำงานเกินแรงเพื่อความอยู่รอด โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ส่งผลให้คนจนเมืองมีตัวเลือกไม่มากนัก รัฐที่รับประกันสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างไม่ทั่วถึง ทั้งหมดนี้ล้วนกัดกร่อนให้สิทธิเด็กทั้ง 4 ด้าน ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กไม่ถูกคุ้มครองอย่างเป็นระบบ เด็กเติบโตในสภาพไม่เอื้อ สุขภาพไม่ได้รับการดูแล พัฒนาการถูกจำกัด ความเสี่ยงต่อการถูกละเมิดมีอยู่รอบตัว และเสียงของพวกเขาแทบไม่มีพื้นที่จะถูกได้ยิน จนกลายเป็นภาพใหญ่ที่ชี้ชัดว่า หากสิทธิแรงงานและสิทธิทางเศรษฐกิจพื้นฐานยังไม่ถูกรับรองอย่างจริงจัง การคุ้มครองสิทธิเด็กก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในความเป็นจริง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของแรงงานหญิงและเด็กในชุมชนแออัด จึงไม่ใช่เพียงโชคร้ายหรือความลำบากตามยถากรรม แต่ล้วนเกิดจากการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นโดยโครงสร้าง ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย การที่ระบบจ้างงานบีบให้แม่ที่เป็นแรงงานต้องเลือกระหว่าง “ความอยู่รอดของปากท้อง” กับ “การเลี้ยงลูกให้ปลอดภัย” คือสิ่งยืนยันว่าสิทธิที่จะได้เลี้ยงลูกอย่างมีคุณภาพเป็นสิทธิพิเศษของคนบางกลุ่ม และไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้อย่างเท่าเทียมได้เลยหากรัฐยังไม่สามารถทลายกำแพงการเลือกปฏิบัตินี้ ด้วยกฎหมายและข้อกำหนดที่เป็นธรรมต่อแรงงาน

การเติบโตอย่างมีศักยภาพของมนุษย์ไม่ควรเป็นเรื่องของความพร้อมทางเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐรับประกันให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี ทุนมนุษย์โดยรัฐควรเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์ที่ทิ้งผู้คนไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะเมื่อเขาเหล่านั้นเป็นเด็กและจำเป็นมากในฐานะที่รัฐก็มองว่าพวกเขาต่างเป็นอนาคตของชาติ

เรื่องโดย : คเณศณัฏฐ์ สิมลาโคตร

รู้จักเราเพิ่มเติม
ร่วมบอกเล่าประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติ
  • ร่วมบอกเล่าประสบการณ์ / เรื่องราวที่คุณเคยเจอหรือพบเห็น เพื่อให้เรานำเสนอต่อสาธารณะ
  • หากเรื่องราวของท่านได้รับการนำเสนอ จะได้รับการติดต่อมอบหนังสือขอบคุณ และติดตามการช่วยเหลือ
บรรยายเรื่องราว เหตุการณ์ โดยย่อ
ผู้แจ้งเบาะแส
หมายเลขโทรศัพท์
แจ้งเบาะแส
หรือร้องเรียนผ่าน Crisis Response System (CRS) ที่ สวัสดีปกป้อง