นครบาลเปิดโจทย์ยากของการสมัครใจบำบัดยาเสพติดอยู่ที่ตัวผู้เสพไม่สมัครใจบำบัดเอง เผยชุมชนก็ยังไม่เข้าใจ เชื่อการให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมมาถูกทางแล้ว และเหมาะสมกว่าการให้ตำรวจเป็นองค์กรหลัก เพื่อให้บันทึกความร่วมมือ (MOU) จัดทำโครงการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (Harm Reduction) โดยชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในพื้นที่นำร่อง คือ พื้นที่ของกองบังคับการตำรวจนครบาล (บก.น.) 3, 5, 6 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดในระดับสูงเกิดขึ้นตามเป้าหมาย
จึงมีการประชุมหารือระหว่างภาคประชาสังคม ได้แก่ IHRI FAIR SWING RSAT และ Mplus กับ ภาครัฐ ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกรุงเทพมหานคร (ป.ป.ส. กรุงเทพฯ) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้มาตรา 55 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 เพื่อสนับสนุนการส่งผู้ใช้สารเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูแทนการดำเนินคดีอาญา
หนึ่งในผู้ร่วมประชุมคือเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่มีบทบาททั้งการปราบปรามยาเสพติด และการนำผู้เสพเข้าสู่ขั้นตอนบำบัด ฉะนั้นทัศนคติและความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเป็นตัวแปรในการทำให้โครงการดังกล่าวเกิดขึ้น
พลตำรวจตรีธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) หัวหน้างานปราบปรามยาเสพติด (ปส) กล่าวถึงการสมัครใจบำบัดยาเสพติดว่า ชุมชนและสังคมยังไม่พร้อมและยังไม่เข้มแข็ง ตัวอย่างเช่น ชุมชนในพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 3 มีนักการเมืองท้องถิ่นทำโครงการบำบัดยาเสพติดโดยสมัครใจ แต่มีผู้เข้ารับการบำบัดไม่ถึงจำนวนที่ตั้งเป้าไว้ จึงต้องพยายามไปควานคนมาให้ครบ และคนที่มารับการบำบัดก็ต้องการหลบหนีอีก จึงต้องให้ตำรวจไปเฝ้า นี่คือสิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง ตนคิดว่าการสมัครใจบำบัดเป็นนโยบายที่ดี เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติในต่างประเทศ อาทิ ที่เยอรมนี โปรตุเกส และเนเธอร์แลนด์ แต่ในประเทศไทยปัญหาเกิดจากคนไทยไม่มีความพร้อม และตำรวจเองก็ไม่มีความพร้อม
“พอจับมาตรวจปัสสาวะเป็นสีม่วง (พบสารเสพติด) ทางบ้านปล่อยเลยไม่สนใจ ตำรวจก็ไม่กล้าพาเข้าห้องขัง ต้องพาไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจเลือดพิสูจน์อีก ตามยุทธวิธีผู้เสพ 1 คน ตำรวจต้อง 2 คน ตำรวจจึงหายไปจากระบบ 2 คน” พลตำรวจตรีธีรเดชกล่าว
และว่า ตำรวจเองก็มีหลายหน้างาน เมื่อก่อนมีแค่คดียาเสพติดเป็นปัญหาระดับสากล แต่ปัจจุบันคดีอาชญากรรมไซเบอร์เข้ามาเป็นปัญหาสากลอีกเรื่อง แต่มีตำรวจชุดเดิมที่ต้องรับผิดชอบ 2 หน้างาน ทำให้ตำรวจปรับตัวไม่ทัน เพราะมีคดีเพิ่มขึ้นจำนวนมาก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลผู้นี้ ย้ำถึงปัญหาและอุปสรรคของนโยบายสมัครใจบำบัดเพิ่มเติมว่า ชุมชนยังไม่เข้าใจนโยบายบำบัดฟื้นฟู เช่น ตำรวจนำตัวผู้เสพไปแล้ว แต่ปล่อยกลับมาอีก และชุมชนก็จะกล่าวโทษว่า ปล่อยมาให้เป็นปัญหาอีก ปิดประตูที่จะเปิดรับแม้กระทั่งลูกหลานนของพวกเขาเอง
“ผู้เสพในปัจจุบัน ในสังคมไทย ไม่มีใครสมัครใจบำบัดเหมือนในต่างประเทศที่ทุกคนมีความรับผิดชอบร่วมกลุ่ม ในเมืองไทยที่ยอมไปบำบัดเพราะไม่อยากถูกจับ แต่พอบำบัดแล้วกลับมาเสพเหมือนเดิม”
พลตำรวจตรีธีรเดชกล่าวอีกว่า ภาคประชาสังคมต้องเข้ามาช่วยภาครัฐ เมื่อก่อนมีแต่ภาครัฐทำงาน คือ ตำรวจกับกระทรวงสาธารณสุขซึ่งยังไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด การหารือในครั้งนี้เพื่อจัดทำบันทึกข้อตกลง ถือว่ามาถูกทางเพราะการทำงานต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่การจะทำให้โครงการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดประสบความสำเร็จต้องทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจและคนในรัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญของโครงการโดยต้องมีผลงานออกมาก่อน

หัวหน้างานปราบปรามยาเสพติด บช.น. กล่าวถึงผู้รับผิดชอบโครงการยาเสพติดว่า เมื่อก่อนประเทศที่กำลังพัฒนาเหมือนประเทศไทย จะมอบหมายให้ตำรวจเป็นองค์กรหลักซึ่งขัดต่อแนวคิดที่ว่า “ผู้เสพเป็นผู้ป่วย” ส่วนการให้ตำรวจเป็นเจ้าภาพจับกุมและอยู่ในทุกกระบวนการ ตนคิดว่าขัดกับตรรกะ การให้กระทรวงสาธาณสุขรับผิดชอบก็ยังไม่ตรงเป้า เพราะยังถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึง ให้ ป.ป.ส. รับผิดชอบก็ยังไม่เหมาะสม ตนคิดว่าถ้าจะให้ได้ผลต้องเริ่มต้นจากชุมชนเข้มแข็ง
กรณีตำรวจมีความหวั่นเกรงว่า เจอผู้ใช้สารแล้วไม่จับกุมจะมีความผิดตามกฎหมายเอง พลตำรวจตรีธีรเดชยอมรับว่าเป็นปัญหาที่แท้จริง เนื่องจากกฎหมายเปลี่ยนแปลงไวแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังมีความคุ้นชินกับการจับกุมคดียาเสพติดแบบเดิม ว่าถ้าไม่จับผู้เสพจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตรงนี้ต้องไปทำความเข้าใจกับผู้ใต้บังคับบัญชา ว่ามีข้อยกเว้น มีกฎหมายข้ออื่น เช่น ถ้าผู้เสพสมัครใจบำบัดก็จะไม่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงต้องทำความเข้าใจกับภาคประชาชนและชุมชนด้วย
ผลสรุปของการประชุมหารือทั้งภาคประชาสังคมและภาครัฐเห็นพ้องร่วมกัน ว่าควรมีพื้นที่ทดลองจัดบริการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด ในพื้นที่นำร่อง 3 พื้นที่ คือ พื้นที่ บก.น. 3, 5 และ 6 โดยจะมีการนัดหมายเพื่อลงนามในบันทึกความเข้าในในโอกาสต่อไป
การแสดงทัศนะของหัวหน้าตำรวจนครบาลด้านยาเสพติดครั้งนี้ จึงส่งเสริมให้การจัดทำโครงการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดมีความคืบหน้า และสอดคล้องกับสิ่งที่ชุมชนอยากเห็น คือผู้บังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานสาธารณสุขทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ด้วยการจัดการปัญหายาเสพติดแนวใหม่ โดยมีพื้นที่ทดลองการจัดบริการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดโดยชุมชน และงานด้านการป้องกันการใช้ยาเสพติด เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการผลักดันเชิงนโยบาย และปรับปรุงประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ในโอกาสใช้ครอบรอบ 5 ปี ในปี 2569

กรณีความหวั่นเกรงหรือความเคยชินของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ทำให้มักต้องจับกุมผู้เสพไว้ก่อนโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจสายงานปราบปรามหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจนั้น หากพิจารณาจากประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 114 จะพบข้อยกเว้นว่า ในกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้ต้องสงสัยว่า มีความผิดฐานเสพยาเสพติด หากไม่มีคดีติดตัว หรือ ไม่มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ฯลฯ และสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา ให้เจ้าหน้าที่พาตัวไปยังสถานพยาบาลหรือศูนย์คัดกรองต่อไป ฉะนั้นผู้บังคับบัญชาสามารถทำความเข้าใจกับผู้ปฏิบัติงานได้
ส่วนการทำพื้นที่ทดลองของโครงการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด ประมวลกฎหมายยาเสพติด ระบุไว้ในหมวดมาตรการควคุมพิเศษว่า ในกรณีที่ คณะกรรมการ ป.ป.ส. เห็นสมควรศึกษาวิจัยการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด สามารถกำหนดพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใดเพื่อกระทำการได้ รวมถึง เสพและครอบครองยาเสพติดตามประเภทและปริมาณที่กำหนด โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา การกระทำในพื้นที่ที่กำหนดซึ่งอยู่ในการควบคุมและตรวจสอบไม่เป็นความผิด
มีประเด็นที่น่าสนใจอีกคือ แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายให้ผู้เสพเป็นผู้ป่วย และสามารถศึกษาวิจัยการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดได้ แต่ก็ยังมีเงื่อนไขในทางปฏิบัติที่การไม่ยอมรับให้มีผู้ใช้ยาเสพติด ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นไหน หรือ ถึงแม้จะไม่อยู่ในระดับที่เป็นอันตรายสามารถดูแลตัวเองได้ คือ มีการตั้งเป้าให้ผู้เข้ารับการบำบัดต้องเลิกใช้ยาเสพติดเท่านั้น และมีการกำหนดโทษทางอาญาของผู้เสพเอาไว้ (บังคับบำบัด) ซึ่งส่งผลให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยการบำบัดรักษาไม่ได้ผลอย่างครบถ้วน ทางออกคือการแก้ไขกฎหมายให้ผู้ใช้ยาเสพติดไม่มีโทษทางอาญา