การให้บริการยุติการตั้งครรภ์ หรือ ทำแท้ง เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย รัฐมีหน้าที่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์ แม้เอกชนสามารถให้บริการทำแท้งได้ด้วยแต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูงและจำนวนไม่เพียงพอ ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องให้บริการ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีคนต้องการทำแท้งมากที่สุดในประเทศไทย ในปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลรัฐบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) จำนวน 11 แห่ง กลับให้บริการทำแท้งเพียง 15 กรณี
“ชมพู่” สุพีชา เบาทิพย์ จากมูลนิธิทำทาง ผู้ให้คำปรึกษาเรื่องทำแท้งอย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย เล่าว่า มูลนิธิเคยมีข้อเสนอต่อกรุงเทพมหานคร (กทม.) คือ ขอให้ฝ่ายบริหารของ กทม.ใช้ข้อบัญญัติจ้างแพทย์ห้วงเวลา หรือ แพทย์ที่ไม่มีสังกัด มาทำงานไม่เต็มเวลา (คลินิกพาร์ทไทม์) ในโรงพยาบาลของ กทม. ทั้ง 11 แห่ง เพื่อให้บริการยุติการตั้งครรภ์ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผู้ต้องการใช้บริการยุติการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ ต้องไปรับบริการที่คลินิกเอกชน และโรงพยาบาลเอกชน โดยมีสาเหตุมาจากโรงพยาบาลของรัฐบาลปฏิเสธการให้บริการยุติการตั้งครรภ์
ชมพู่กล่าวด้วยว่า โรงพยาบาลรัฐบาลที่ทำตามกฎหมายทุกอย่าง คือ โรงพยาบาลรามาธิบดี ส่วนโรงพยาบาลรัฐบาลสังกัด กทม. มี 11 แห่ง มีที่รับทำแท้ง คือ โรงพยาบาลสิรินธร โรงพยาบาลกลาง และโรงพยาบาลตากสิน แต่ว่าโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่ง มีข้อจำกัดในการให้บริการ อาทิ ต้องเป็นคนไข้เดิมของโรงพยาบาลเท่านั้น ส่วนโรงพยาบาลกลางหยุดให้บริการไปแล้ว ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อกฎหมายและนโยบาย ที่โรงพยาบาลไม่สามารถเลือกได้ว่าจะให้บริการกับใครบ้าง และโรงพยาบาลก็ยังได้ตั้งข้อจำกัดอื่นเอง ซึ่งถือว่าใช้ไม่ได้มาก ๆ ส่วนระดับประเทศมีสถานบริการเพิ่มขึ้ นแต่ก็เพิ่มขึ้นในจำนวนที่น้อยมาก
“สิ่งที่ควรจะทำ เช่น โรงพยาบาลสิรินธรไม่ต้องการให้บริการ ไม่สบายใจเลย หมอก็ธรรมะธรรมโม ก็ไม่เป็นไร คุณตั้งคลินิกนอกเวลาก็ได้ คุณตั้งคลินิกแยกต่างหากขึ้นมา แล้วคุณจ้างหมอข้างนอกมานั่ง แล้วจะให้บริการตอนไหนก็ว่าไป อันนี้เห็นด้วย” ชมพู่กล่าว
ชมพู่กล่าวถึงกรณีผู้บริหาร กทม. ไม่สั่งการให้โรงพยาบาลทำแท้งอย่างจริงจังว่า ทุกอย่างต้องการเจตนารมณ์ทางการเมือง ยิ่งเป็นเรื่องที่ยาก ก็ยิ่งต้องการผู้นำที่ถือธงและตัดสินใจ เพราะว่าถ้าตัดสินใจอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนก็จะตัดสินใจได้ง่าย
“ถ้าตัดสินใจอยู่บนฐานเสียงของคุณก็ตัดสินใจง่ายแบบของคุณไง อันนี้คือชัชชาติ (ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.) อันนี้คือทวิดา (ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม.) เพราะว่าทำเสร็จแล้วมันเสียฐานเสียง แล้วทะเลาะกับข้าราชการผลกระทบเยอะ แล้วถ้านักการเมืองทุกคนทำแบบนี้มันไม่มีการเปลี่ยนแปลง” ชมพู่กล่าว

ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.เขตบางซื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยในสถานพยาบาลของ กทม. กล่าวว่า เท่าที่ได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารสำนักการแพทย์ กทม. และ โรงพยาบาล กทม. พบว่า สาเหตุที่ทำให้บริการทำแท้งในโรงพยาบาลสังกัดกทม.ไม่สามารถให้บริการผู้ต้องการทำแท้งได้ตามปกติ เหมือนกับการให้บริการผู้ป่วยทั่วไป มาจากทัศนคติและความคิดเรื่องศีลธรรมของผู้อำนวยการโรงพยาบาลและแพทย์ระดับอาวุโส ที่เป็นคนเจนเอ็กซ์ (เกิด พ.ศ. 2508-2522) เช่น ไม่อยากฆ่าคน กลัวมือจะเปื้อนเลือด โรงพยาบาลจะเสียชื่อเสียง ฯลฯ โดยไม่เกี่ยวข้องกับความไม่พร้อมด้านบุคลากรและกายภาพของโรงพยาบาล
ภัทราภรณ์กล่าวอีกว่า มีข้อเสนอของคณะกรรมการวิสามัญฯ ให้โรงพยาบาลกทม. ตั้งคลินิกพิเศษแยกออกมาเป็นอิสระจากโรงพยาบาล (คลินิกพาร์ทไทม์) แพทย์ที่ไม่อยากทำแท้ง ก็ไม่ต้องให้บริการ แล้วไปจ้างแพทย์ภายนอกมาให้บริการ รองฯทวิดารับข้อเสนอไป แต่สุดท้ายมาบอกว่า ไม่สามารถหาแพทย์ภายนอกมาให้บริการได้ เนื่องจากอัตราค่าจ้างแพทย์ของกทม.ต่ำจนเกินไป ทวิดาจึงแจ้งว่าจะไปหาผู้สนับสนุนทางการเงินจากที่อื่นมาให้
ส.ก.เขตบางซื่อเปิดเผยว่า โรงพยาบาลของกทม.ก็ยังมีการทำแท้งอยู่บ้าง แต่ต้องเป็นกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่าน่าสงสารเท่านั้น เช่น ถูกข่มขืน หรือ ฐานะยากจนมาก ๆ ขั้นตอนการเข้ารับบริการทำแท้งจะมีการให้คำปรึกษา หรือ การคัดกรอง เพื่อให้ได้คนที่น่าสงสาร เพื่อให้คนทำแท้งไม่รู้สึกผิด แต่ถ้าเป็นคนปกติมาขอรับบริการยุติการตั้งครรภ์จะถูกโน้มน้าวให้ไปฝากครรภ์แทน กรณีที่โรงพยาบาลรัฐบาลไม่รับทำแท้ง โรงพยาบาลก็จะไม่มีความผิดเพราะไม่มีการบังคับให้แพทย์ต้องทำแท้ง กฎหมายที่มีอยู่คือการบอกว่าสามารถทำแท้งได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

ภัทราภรณ์เปิดเผยอีกว่า ผู้ที่ถูกโรงพยาบาลรัฐบาลปฏิเสธการทำแท้งจะถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเอกชน หรือ คลินิกขององค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) พอเป็นสถานบริการของเอกชนมีจะมีปัญหาราคาสูง ค่าทำแท้งครั้งละเกือบ 1 หมื่นบาท ต่างจากการทำแท้งที่โรงพยาบาลรัฐบาล มีค่าใช้จ่ายครั้งละ 3-4 พันบาท แต่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำกงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ครั้ง 3,000 บาท ทำให้ผู้รับบริการต้องจ่ายครั้งละ 1-2 พันบาท อีกทั้งจากสถิติผู้ทำแท้งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท หรือ ไม่มีรายได้ การส่งต่อจะทำให้พวกมีค่าใช้จ่ายเกินกว่ารายได้ บางครั้งการส่งต่อจึงเป็นการบังคับให้พวกเขาไปหาทางเลือกเถื่อนที่ถูกกว่า ซึ่งเป็นการเสี่ยงภัยต่อชีวิต ทำไมโรงพยาบาลรัฐบาลจึงไม่ทำแท้งให้เสร็จสิ้นไป
ส.ก.เขตบางซื่อเปิดเผยว่า กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีคนต้องการทำแท้งมากที่สุดในประเทศไทย แต่โรงพยาบาลรัฐรับทำแท้งอยู่แค่ ร้อยละ 0.3 ทางเลือกของคนต้องการทำแท้งในโรงพยาบาลของรัฐคือต้องไปทำแท้งที่จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งต้องเสียค่าเดินทางและต้องลางาน ทำให้หลายคนซื้อยาทำแท้งเถื่อนจากอินเตอร์เน็ตมากินแล้วค่อยไปโรงพยาบาลภายหลัง จากสถิติสำนักการแพทย์ กทม. โรงพยาบาลกทม. ทั้งหมด 11 แห่ง ปี 2566 ทำแท้ง 19 ราย ปี 2567 ทำแท้งไป 15 ราย จึงมีคำถามว่าทำไมการทำแท้งจึงลดลง?

จากบทสัมภาษณ์พบว่า การปฏิเสธการทำแท้งโดยโรงพยาบาลรัฐบาลสังกัดกทม. เข้าข่ายการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากเป็นการปฏิเสธการทำแท้งจากทัศนคติและแนวคิดเชิงศีลธรรมของข้าราชการ คือ ทำได้แต่ไม่ยอมทำให้ ทำให้ประชาชนผู้เข้ารับบริการยุติการตั้งครรภ์ในโรงพยายาล กทม. ไม่ได้รับความสะดวก และต้องถูกส่งต่อไปยังสถานบริการของเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้บางคนเลือกที่จะทำแท้งเถื่อน ซึ่งมีความเสียงต่อชีวิตและสุขภาพ
เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมดังกล่าวกับร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลฉบับภาคประชาชน พบว่า เป็นการกระทำหรือไม่กระทำในอันเป็นการแบ่งแยก กีดกัน หรือจำกัดสิทธิเสรีภาพ หรือ สิทธิประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพราะเหตุแห่งความแตกต่างของบุคคล ซึ่งการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลจะกระทำมิได้ อีกทั้งข้อกฎหมายยังบัญญัติว่า หน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลใดกระทำการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ต้องรับผิดชอบในผลแห่งความเสียหายจากการนั้น
ฉะนั้น ถ้ามีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล การปฏิเสธการทำแท้งจะเข้าข่ายถูกร้องเรียนและตรวจสอบ โดยร่างกฎหมายกำหนดให้มีการจัดตั้ง 4 หน่วยงานเข้ามาดูแลงานด้านการขจัดการเลือกปฏิบัติ ได้แก่

ในกรณีทำแท้ง จะเน้นไปที่คณะกรรมการ คชป. โดยร่างกฎหมายระบุว่า ในกรณีที่คณะกรรมการ คชป. วินิจฉัยว่า มีการกระทำมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ให้มีอำนาจออกคำสั่งให้ระงับการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือปฏิบัติให้ถูกต้อง และให้การชดเชยและเยียวยาความเสียหายแก่บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติ
สำหรับประเด็นข้อพิพาท ให้ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่ต้องพิสูจน์ว่ามิได้ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว เพื่อให้การทำงานด้านขจัดการเลือกปฏิบัติมีผลบังคับใช้ จึงมีบทกำหนดโทษด้วย ได้แก่ ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ คชป. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ คชป. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
จึงเห็นได้ว่า คณะกรรมการ คชป. สามารถหยิบยกเรื่องปฏิเสธการทำแท้งขึ้นมาพิจารณาเอง หรือ ให้ผู้ถูกเลือกปฏิบัติ หรือ บุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือ หน่วยงาน และ บุคคลใด ยื่นคำร้องก็ได้ จึงเชื่อได้ว่า กรณีโรงพยาบาลรัฐบาลปฏิเสธการทำแท้ง ตามค่านิยมและศีลธรรมจะได้รับการแก้ไขและเยียวยา หากกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลได้รับการพิจารณาและมีผลบังคับใช้ จะเป็นอีกเครื่องมือในการช่วยให้ปัญหาจากความกังวลในศีลธรรมของผู้ให้บริการลดลงได้