บทความ
เสียงที่โลกไม่ฟัง (แต่เขาจะพูด) : คุยกับณัฐนนท์ บุญสม ชายข้ามเพศหูตึงที่ถูกตะโกนใส่ในทุกขณะชีวิต

1. โลกที่ปิดประตูใส่แค่ ‘ใครบางคน’

ณัฐนนท์ บุญสม เป็นชายข้ามเพศผู้พิการทางการได้ยิน เขานิยามตัวเองเป็น "นักกิจกรรม" ที่สนับสนุนความเป็นธรรม ความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิคนพิการ เมื่อได้ลองชวนกันจับมือเดินเคียงข้าง สู่เส้นทางวันวานของชีวิตตัวเขาเอง จะพบหลากหลายฉากขอ เหตุการณ์ที่ตกแต่งความหลากหลาย

"ผมเป็นลูกหลานคนจีน วัฒนธรรมจีนมักรักลูกชายมากกว่าลูกสาว" ในครอบครัวของตัวเอง ณัฐเกิดมาในร่างที่พวกเขาเรียกว่า 'ลูกสาว และหลานสาว' ซึ่งถูกเลี้ยงดูไม่ต่างจากเด็กทั่วไป หากแต่หลายคราวเสียงในหัวของเจ้าตัวพยายามแสดงให้เห็นวิญญาณขบถ เปิดเผยตัวตนเพศชายมากกว่า ณัฐไม่ชอบสีชมพู ไม่รู้สึกชื่นชมยินดีที่ถูกคุณครูผลักดันให้เป็นดรัมเมเยอร์ เท่าที่รู้และจำความได้ตั้งแต่เรียนประถม 1 ก็คิดว่าตัวเองเป็นเด็กชายคนเดียวในโรงเรียนหญิงล้วน เพราะพฤติกรรมซึ่งถูกเพ่งเล็งว่า “แปลกแยก” ทั้งการเล่นตุ๊กตาสไปเดอร์แมน เล่นหุ่นยนต์ ชอบการต่อสู้ ปีนป่ายผาดโผน หรือแม้แต่การภาวนาว่า เมื่อไหร่จู๋ของตัวเองจะโผล่ออกมา แต่คล้ายเมฆขาวบดบังคืนจันทรุปราคา เพราะสิ่งที่เจ้าตัวเผชิญกับการถูกล้อเลียนมักมาจากอาการ ‘พูดไม่ชัด’ หรือการถูกเรียกแล้วจะไม่ค่อยได้ยิน ไม่หันมาคุย มากกว่าเรื่องพฤติกรรมและรสนิยมด้านเพศ

เขาเล่าถึงความสงสัยแรกที่ตัวเองตั้งคำถามกับผู้เป็นที่รัก มันเป็นช่วงวัยเรียนชั้นมัธยมปลาย เมื่อเพื่อนสนิทได้รับอนุญาตจากทางบ้านให้ขับรถกระบะไปทำกิจกรรมวิชาหน้าที่พลเมือง แต่สำหรับณัฐ แม่มักจะขับให้เขานั่งเสมอ เมื่อถามถึงเหตุผล คำตอบที่ได้รับคือ “เพราะหนูเป็นผู้หญิง”

"ผมรู้สึกไม่แฟร์ เพราะเราไม่ได้มองตัวเองแบบนั้น เราพยายามพิสูจน์มาตลอดว่าเราไม่ใช่ผู้หญิงนะ แต่ไม่เคยได้รับการยอมรับ" การเปรียบเทียบกับน้องชายที่เป็นหลานชายของบ้าน ยิ่งตอกย้ำการไม่ยอมรับในการตัดสินใจเรื่องเพศของเขา เมื่อน้องชายตัวเอง ได้รับการส่งเสริมและสามารถขี่มอเตอร์ไซค์ได้ตั้งแต่วัย 15 ปี ขณะที่ณัฐถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยแบบเดียวกัน "พอเป็นลูกชาย มันจะได้อีกแบบหนึ่ง" ทำให้เจ้าตัวคิดว่า แม้บ้านที่ไม่ได้จีนจ๋าจนมีศาลเจ้า ก็ยังคงแฝงฝังรากฐานของวัฒนธรรมที่เก็บงำ 'ความเป็นอื่น' ทางเพศเอาไว้

ควบคู่กับเรื่องเพศที่เป็นข้อสงสัยกลางใจ ณัฐนนท์ คือบุคคลที่ถูกระบุว่า เป็นโรคประสาทหูเสื่อมที่หาสาเหตุไม่เจอ และโรคนี้ส่งผลให้ ณัฐนนท์ เป็นคนหูตึง “ผมไม่สามารถพูด รอเรือ สอเสือ ทอทหาร ซอโซ่ได้ ไม่สามารถออกเสียง S,ES ในภาษาอังกฤษได้ เพราะผมไม่ได้ยินเสียงลมที่ออกมาจากไรฟันเหมือนคนอื่น”

อุปสรรคที่คนทั่วไปไม่เข้าใจมากที่สุดของคนหูตึงคือความเข้าใจผิดว่า "แค่ได้ยินเบา" ณัฐอธิบายข้อเท็จจริงว่า การได้ยินของคนหูตึงนั้นคือการได้ยินที่ "เบา เพี้ยน แตก เบลอ และขาดรายละเอียดสำคัญในการเข้าใจ หลายคนเลยจะชอบคิดว่า แค่พูดให้ดังขึ้นกว่าเดิม จนอาจถึงขั้นตะคอก ตะโกน ก็น่าจะเข้าใจสิ... แต่วิธีที่ถูกคือ เขาควรพูดกับเราช้า ๆ ชัด ๆ และอยู่ในที่เงียบปิด ไม่มีเสียงรบกวน"


ณัฐเปรียบเทียบการพยายามฟังของคนหูตึงว่า "เหมือนอ่านหนังสือสอบเล่มหนา โดยที่ไม่มีแว่นตา จะเห็นตัวอักษรลาง ๆ ต้องเพ่ง ต้องหยีตา... คนหูตึงก็คล้ายกัน แต่เป็น เหนื่อยหู + ใช้สมองมากกว่าปกติอยู่ตลอดเวลา"

โชคดีที่อุปสรรคในวัยเด็ก ไม่ได้เกิดจากการถูกปฏิเสธการเข้าเรียนร่วม เพราะเขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองพิการทางการได้ยินอย่างจริงจังเมื่ออายุ 17 - 18 ปี แต่ปัญหาเกิดจากช่องว่างและระยะห่างที่ซ่อนอยู่ในระบบการศึกษา ครูบางคนพูดเร็วเกินไป เพื่อนบางคนหัวเราะเมื่อเขาตอบผิด เสียงหัวเราะเหล่านั้นฝังอยู่ในความทรงจำ เก็บเอาไว้ยาวนานกว่าบทเรียนใด หากจะทำให้เห็นภาพไปด้วยกันอุปสรรคที่เด่นชัดคือ การสอบฟังแล้วเขียนคำตอบลงในช่องว่าง โดยเฉพาะการฟังจากเทปวิชาภาษาอังกฤษ


"พออาจารย์เปิดเทป ทุกคนตั้งใจฟังมาก ผมก็ตั้งใจฟัง แต่ผมจับใจความไม่ได้เลย ว่าเทปพูดอะไรบ้าง มันฟังยากมาก ในขณะที่คนหูดีเติมได้ ใบงานของผม คือ ว่างเปล่า"

สิ่งที่ทำให้น่าผิดหวังที่สุดคือ ความพยายามของผู้สอน ด้วยเจตนาดีที่เสนอให้มีการสอบใหม่ หากแต่ใช้วิธีการแบบเดิม คือ ฟังเทปเหมือนเดิม ณัฐทำได้เพียงปฏิเสธ เพราะมันคือการให้คนตาบอดสีบอกชื่อสีที่เขาเห็น หรือให้คนหูตึงพยายามฟังเสียงที่เขาไม่ได้ยิน

“หลายคนมักคิดว่าเรามีโลกเงียบ แต่จริง ๆ โลกของเรามันแค่คนอื่นไม่ฟัง”

อย่างไรก็ตาม การเรียนของชายข้ามเพศที่หูตึงคนนี้ดีขึ้น เมื่อเขาได้รับเครื่องช่วยฟัง ตอนอยู่ชั้นมัธยม 5 จนทำให้เกรดเฉลี่ยรวมได้ถึง 3.00 ซึ่งพิสูจน์ได้ว่า 'กายอุปกรณ์สำหรับคนพิการ' คือ กุญแจสำคัญในการเปิดโอกาสทางการศึกษาและประตูของชีวิตอย่างแท้จริง

2. รอยร้าวในห้องน้ำ

เมื่อครั้งได้ก้าวข้ามไปเป็นชายข้ามเพศ (Transgender Man) อย่างเปิดเผยตั้งแต่เข้าเรียนระดับอุดมศึกษา นำมาซึ่งการเผชิญหน้ากับความไม่เข้าใจจากสังคมภายนอก เริ่มจากคนใกล้ตัว ไม่เว้นแม่แต่ในห้องน้ำ ณัฐตัดสินใจย้ายเข้าห้องน้ำชาย หลังจากรูปลักษณ์ภายนอกเปลี่ยนไป จนเคยถูกผู้หญิงทักว่าเข้าผิดห้องมาแล้ว

หนึ่งในอุปสรรคของคนข้ามเพศ มาจากความเคยชินในการรับรู้เรื่องเพศของคนทั่วไป ตามฉบับที่เชื่อว่าโลกมีแค่เพียง 2 เพศเท่านั้น เมื่อครั้งเข้าร่วมค่ายอาสาของมหาวิทยาลัย ณัฐเลือกใช้ห้องน้ำชายบนรถสุขาเคลื่อนที่ แต่เพื่อนผู้ชายซึ่งเข้ามาก่อน กลับตั้งคำถามอย่างเปิดเผยว่า "ทำไมไม่ไปเข้าห้องน้ำหญิง มาเข้าห้องน้ำชายทำไม" แม้ณัฐจะตอบอย่างตรงไปตรงมา แต่อวัจนภาษาที่ได้รับกลับมา คือข้อความยืนยันบรรยากาศไม่เป็นมิตร เมื่อผู้ถามขยับตัวเองจากโถที่ยืน ออกไปตั้งป้อมใหม่ตรงโถไกลณัฐมากที่สุด ทั้งที่ณัฐใช้ห้องส้วมแบบตู้ปิด


"เหมือนเขากลัวว่าผมจะไปดูจู๋เขา ซึ่งจริง ๆ ทำไมผมต้องดูจู๋เขาด้วย ถ้าผมอยากดูจู๋ ผมหาเอาในเน็ตก็ได้เยอะแยะไปหมด"

3. เมื่อความเงียบถูกบังคับให้ส่งเสียง

ปัจจุบัน ณัฐนนท์ บุญสม กำลังส่งเสียง เมื่อเขาพบว่า หลายครั้งความเงียบ คือการถูกบังคับไม่ให้พยายามสื่อสาร กลางเดือนกันยายน 68 เขาได้ยื่นหนังสือถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อขอให้ปรับปรุงระบบการเรียนการสอน สำหรับนักศึกษาที่ประสบปัญหาการได้ยินเสียง โดยเฉพาะเรื่องคลิปบรรยายในระบบของมหาวิทยาลัย ซึ่งยังไม่มีระบบคำบรรยาย (Live Transcribe หรือ ซับไตเติ้ล) ทำให้ผู้เรียนต้องใช้เวลามากกว่าปกติในการทำความเข้าใจ

“ข้อดีของมหาวิทยาลัยนี้ คือ เหมาะสำหรับคนพิการ เพราะเป็นระบบเปิด เน้นการอ่านหนังสือสอบไม่มีการเก็บคะแนนกิจกรรม ถ้าคุณทำข้อสอบได้สอบผ่านก็คือจบ แล้วยังมีศูนย์บริการนักศึกษาพิการ โดยที่การเรียนการสอนจะมีคลิปบรรยายให้ไปดูในระบบเป็นวีดิโอย้อนหลัง แต่ละคลิปจะมีความยาวประมาณ 1 ชั่วโมง จนกว่าจะจบคอร์ส แล้วก็มีบรรยายสรุปให้ด้วย แต่ว่าข้อเสียคือปรับความเร็ว-ช้าของคลิปไม่ได้ สมัยประมาณปี 63 ไม่มีล่ามสำหรับคนหูหนวก ไม่มีคำบรรยาย (Subtitle) หลายปีที่ผ่านมาผมเฝ้าดูว่า คลิปวีดิโอย้อนหลังจะมีคำบรรยายตอนไหน จนตอนนี้ปี 68 แล้วแต่มันไม่มีเลย คือเป็นยังไงก็แบบนั้นเลย ที่ผ่านมาก็มีความพยายามแนะนำ เสนอให้ปรับปรุงเรื่องนี้มาตลอด ทั้งที่มันไม่ควรต้องมีคนพิการคนไหนมาบอกว่าคุณต้องทำ”

ณัฐ ย้ำชัดเจนว่า การปรับปรุงเพิ่มเติมเรื่องนี้ จะทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นต้นแบบสถาบันการศึกษา ที่คำนึกถึง รองรับ และเท่าเทียมสำหรับทุกคน จนคนพิการสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนได้ด้วยตัวพวกเขาเอง โดยเขาได้เสนอข้อเรียกร้องสำคัญ 4 เรื่อง คือ

  1. ให้มหาวิทยาลัยจัดทำสื่อการเรียนที่มีคำบรรยายข้อความ (ซับไตเติ้ล) หรือบทถอดความทุกวิชา
  2. จัดบริการสนับสนุน เช่น ผู้ช่วยจดบันทึกหรือนักศึกษาจิตอาสา
  3. อบรมอาจารย์และเจ้าหน้าที่ให้มีความเข้าใจการสอนและการบริการนักศึกษาพิการ
  4. พัฒนาและเสริมศักยภาพศูนย์บริการนักศึกษาพิการให้รองรับความต้องการของนักศึกษาหูตึงอย่างครบถ้วน

การเช่นกันกับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ รวมทั้งสื่อในอุตสาหกรรมบันเทิง บรรยากาศของสถาบันการศึกษาที่ ณัฐ ส่งข้อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เหมือนกับการดำเนินชีวิตของคนพิการโดยเฉพาะคนหูหนวก - หูตึง ซึ่งถูกเบียดขับออกจากสังคม เพียงเพราะการเข้าไม่ถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้ทัดเทียมกับคนทั่วไป

เมื่อถูกถามถึงภาพยนตร์ที่รัก ณัฐ เลือกเรื่อง The Longest Ride และยกคำพูดของตัวละครไอร่าที่สะท้อนชีวิตความรักของเขา: I love you so much I just want you to be happy. even if that happiness no longer includes me. และกล่าวถึงความหวังต่ออุตสาหกรรมบันเทิงไทยเอาไว้ด้วย ว่าสามารถทำให้เท่าเทียมและครอบคลุมทุกกลุ่มคนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการใส่ CC (Closed Caption) ในละคร หรือการจัดล่ามภาษามือเหมือนที่คอนเสิร์ตใหญ่ในต่างประเทศทำ "ถ้าเรามองว่ามันสำคัญ ไม่ได้มองว่าเป็นตัวเลือกที่จะมีหรือไม่มีก็ได้ เราก็จะหาทางใส่ให้เขาจนได้" ณัฐสรุป

ณัฐนนท์ บุญสม ไม่ได้เป็นเพียงชายข้ามเพศหูตึงที่ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดส่วนตัว แต่เป็นภาพสะท้อนของบุคคลที่ต้องเผชิญหน้ากับอคติซ้อนทับ ทั้งเรื่องเพศ ความพิการ เขาเป็นเสียงที่ดังที่สุดในพื้นที่ที่ความเงียบและเสียงเพี้ยนถูกตีความอย่างผิดๆ การต่อสู้ของเขาคือการเรียกร้องให้สังคมเลิก "ตะโกน" ใส่เขา แต่หันมา "ฟัง" เขาอย่างเข้าใจและเห็นคุณค่าของความแตกต่าง

เรื่อง : สมเต่า 

ภาพประกอบ  : Nut Rock Boonsom

รู้จักเราเพิ่มเติม
ร่วมบอกเล่าประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติ
  • ร่วมบอกเล่าประสบการณ์ / เรื่องราวที่คุณเคยเจอหรือพบเห็น เพื่อให้เรานำเสนอต่อสาธารณะ
  • หากเรื่องราวของท่านได้รับการนำเสนอ จะได้รับการติดต่อมอบหนังสือขอบคุณ และติดตามการช่วยเหลือ
บรรยายเรื่องราว เหตุการณ์ โดยย่อ
ผู้แจ้งเบาะแส
หมายเลขโทรศัพท์
แจ้งเบาะแส
หรือร้องเรียนผ่าน Crisis Response System (CRS) ที่ สวัสดีปกป้อง