บทความ
การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ จะมีทิศทางที่ดีขึ้นหากมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ ที่ทำงานเชิงรุกและมีอิสระในตัวเอง

การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศในสังคมชายเป็นใหญ่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป รวมถึงการรับสมัครงานและการรับสมัครเข้ารับการศึกษา ที่มีการกีดกัดบุคคลด้วยเหตุแห่งเพศ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ยกเลิกการรับสมัครนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง เมื่อปี 2561 หลังเปิดรับสมัครนักเรียนหญิงเพียง 10 รุ่น คือ รุ่น 66-75 ส่วนโรงเรียนนายร้อยของกองทัพทั้งสามเหล่า รับเฉพาะนักเรียนชายเท่านััน สิ่งนี้คือสัญลักษณ์ของการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ

เราสอบถามความคิดเห็นจาก วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมประชาธิปไตย Non-Binary Thailand ใน 3 ประเด็น

สรุปถึงสถานการณ์เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ

ก่อนจะว่าในรายละเอียดให้ครอบคลุมไปถึงทุกเพศสภาพ เพศวิถีบนโลก เอาเพียงเฉพาะมิติหญิงชายก่อน ที่แม้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ระบุไว้ว่าควรเสมอภาคกันทางเพศ แต่ยังมีผู้หญิงในชนบทห่างไกลที่ถูกเลือกปฏิบัติ ขอยกตัวอย่างของคนไทยแท้ ๆ ก่อน

ผมเคยได้พูดคุยกับแกนนำชุมชนภาคเหนือที่เป็นผู้หญิง ที่เวลาทำงานเราจะเรียกเขาว่า “แม่” นำหน้าชื่อ ตัวแกเป็นทุกอย่างในชุมชนจริง ๆ เขาให้เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) มีโครงการส่งเสริมเกษตรกรของมูลนิธิรักษ์ไทย หรือ มีอะไรให้ทำ แกเป็นตัวตั้งตัวตี แกทำหมด แต่พอถึงเวลาที่แกจะลงรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น กลับมีคำพูดแทงใจดำแกคือ  “ตำแหน่งแบบนี้จะเอาผู้หญิงมาเป็นได้ยังไง”

นี่เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ หรือ ตัวอย่างในกลุ่มแรงงานข้ามชาติก็มีข้อท้าทายที่น่าสนใจ คือ เมื่อทำกิจกรรมกับพวกเขาเรื่องสุขภาพ สิทธิแรงงานผู้โยกย้ายถิ่นฐาน พวกเขาอาจจะดูยินดีอยากเข้าร่วมกิจกรรม แต่พอเป็นกิจกรรมที่มุ่งเรื่องสร้างแกนนำต่อต้านความรุนแรงทางเพศ สอนเรื่องความรุนแรงบนพื้นฐานทางเพศ หรือ Gender-Based Violence (GBV) อันนี้จะเริ่มมีเรื่องว่าผู้ชายไม่อยากให้ภรรยาของตนเองเข้าร่วม ฉะนั้น การจะสร้างแกนนำผู้หญิง หรือ ทำให้มีผู้ชายต้นแบบ (Male Champion) ในเรื่องความเสมอภาคทางเพศก็ยากแล้ว

ก็คงไม่น่าแปลกใจ ที่เราจะได้เห็นผลการสำรวจโดยเวทีเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum ที่ได้ผลออกมาแบบประหลาด ๆ ว่า การตั้งครรภ์จะทำให้แรงงานหญิงมีโอกาสถูกจ้างน้อยลง เพราะองค์กรมองเป็นภาระ แต่กลับกันคือ อยากจ้างผู้ชายที่มีลูกมีเมียมากขึ้น เพราะเชื่อว่าจะทำให้เขามีวุฒิภาวะมากขึ้น

กรณีโรงเรียนนายสิบ และโรงเรียนนายร้อยของตำรวจ และทหาร รับเฉพาะนักเรียนชาย ถือเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ เพราะเหตุใด ควรแก้ไขอย่างไร

แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการเลือกปฏิบัติอยู่แล้ว อยู่ที่เราจะยอมรับว่ามีเหตุผลชอบธรรมพอ และจะนับเป็นความแตกต่างที่สมเหตุผลหรือไม่ (Reasonable Distinction) ซึ่งผมคิดว่า ไม่ชอบธรรมเพียงพอเพราะการเป็นตำรวจหรือทหารโดยผ่านการเข้าโรงเรียนแบบนี้ ไม่ใช่ว่าใครมาสมัครเรียนก็จะรับหมด แต่ต้องมีการทดสอบก่อนเข้าเรียน และมีการสอบเพื่อผ่านหลักสูตรเพื่อจบการศึกษาออกไปเป็นนายตำรวจหรือนายทหาร ซึ่งถ้าความแข็งแรงทางร่างกายได้ และระดับสติปัญญาได้ ตามความจำเป็น เขาจะเป็นเพศหญิงหรือชาย หรือ อาจมีเพศสภาพไม่ตรงเพศกำเนิด โรงเรียนก็ต้องเปิดรับให้เขาเข้ามาเรียน ให้เขาจบออกมาเป็นนายทหาร และนายตำรวจ

ในอีกด้านหนึ่ง มิติของงานของทหาร หรือ ตำรวจ คือ งานให้บริการประชาชน โดยเฉพาะกรณีของตำรวจ ที่เราพูดกันมาหลายปีแล้วว่า ควรเอาระบบความเป็นเหล่าทัพออกจากงานตำรวจ มาเป็นงานราชการพลเรือน โดยเฉพาะในแท่งพนักงานสอบสวน ซึ่งบ้านเรามีโรงพัก 1,484 แห่ง แต่มีพนักงานสอบสวนหญิงแค่ 867 คน แค่ให้มีพนักงานสอบสวนหญิงโรงพักละหนึ่งคนยังทำไม่ได้ ยังไม่ได้พูดถึงว่างานต้องมีกะมีเวรให้บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน อีกทั้งตำรวจหญิงเท่าที่มีอยู่ ส่วนมากก็ถูกให้ไปทำงานด้านธุรการ เป็นเลขานุการของผู้บังคับบัญชาผู้ชาย ผู้หญิงที่ได้ทำงานด้านสอบสวน ด้านปราบปราม มีจำนวนน้อยมาก

ความสำคัญของตำรวจหญิงสอดคล้องกับเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติที่มีความยืดหยุ่นด้วย เพราะเพศหญิง คนหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะเมื่อต้องให้ปากคำคดีที่ถูกกระทำด้วยเหตุแห่งเพศ ความรุนแรงในครอบครัว หรือแม้ในกรณีที่พวกเธอเป็นผู้ถูกควบคุมตัว หรือ เป็นผู้ถูกจับกุม การใช้ตำรวจหญิงตามเพศกำเนิดหญิง คล่องตัวกว่า สร้างความสบายใจได้มากกว่า จริงอยู่ว่า ตำรวจทุกคนควรได้รับการอบรมเรื่องความรุนแรงบนพื้นฐานทางเพศสภาพ (GBV) เพื่อเข้าใจความละเอียดอ่อนทางเพศสภาพ (Gender Sensitive) ก่อนมาปฏิบัติหน้าที่ แต่การมีตำรวจหญิงที่เพียงพอเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีไปกว่าครึ่ง เพราะการมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืดหยุ่นพร้อมให้บริการรองรับเพศสภาพของผู้รับบริการ ผู้ถูกควบคุมตัว ฯลฯ ไม่ใช่ความเรื่องมาก แต่คือปัจจัยขั้นพื้นฐานที่พึงมี

ในส่วนของกองทัพเองก็เช่นกัน ถ้าวันนี้งานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยยังต้องพึ่งพิงการสนับสนุนจากกองทัพอยู่ การจัดความช่วยเหลือยามเกิดภัยพิบัติ ในระดับนานาชาติเขาก็มีหลักการเรื่องการคำนึงถึงเพศสภาวะอยู่ ทหารหญิงก็ยังจำเป็น และควรมีให้เพียงพอ

กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติจะทำให้สถานการณ์เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศคลี่คลายลง หรือ หมดลง ได้หรือไม่ อย่างไร

ข้อหนึ่งที่ต้องว่ากันตามความจริงเลย คือ วันนี้เมื่อมีเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือ การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ เราก็มักจะนึกถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ก่อน ตามมาด้วย คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (วลพ.) ซึ่งเป็นกลไกของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แต่ทั้ง 2 องค์กรมีอำนาจหน้าที่ค่อนข้างจำกัด

วลพ. มีอำนาจระดับหนึ่ง คือ เรื่องการเลือกปฏิบัติระหว่างเพศ

กสม. เป็นอิสระจากอำนาจฝ่ายบริหาร แต่ก็ขาดอำนาจในทางปฏิบัติ การทำให้เกิดผลบังคับจริง และการลงโทษอย่างจริงจัง

จุดร่วมกันของสององค์กร คือ ต้องมีผู้ร้องเรียนส่งเรื่องเข้ามา ถ้าไม่มี หรือ มีแต่ผู้ร้องขาดความต่อเนื่องในกระบวนการ ก็เป็นปัญหาอีก แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า ผู้ถูกเลือกปฏิบัติ มักเป็นบุคคลที่ขาดโอกาส เข้าไม่ถึงอำนาจ มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ และการหาเลี้ยงชีพ เมื่อคนที่เป็นเจ้าของปัญหา กลับเผชิญข้อจำกัดในตนเองแล้ว ความก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ถูกเลือกปฏิบัติให้ตรงตามความต้องการของเจ้าตัวเองก็เป็นเรื่องยาก

ถ้ากฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเกิดขึ้น โดยไม่ผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์ที่ภาคประชาชนเสนอ ก็เหมือนเป็นการแก้ไขข้อจำกัด และข้อที่ยังขาดตกบกพร่องของทั้ง 2 องค์กร อย่างน้อยที่สุดจะเป็นกฎหมายที่ทำให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ (กคส.) สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มความสามารถ เช่น รับรู้นิยามของการเลือกปฏิบัติ และ รับรู้ว่าหน้าที่ของตนเองต่อการเลือกปฏิบัติคืออะไร อาทิ

ในแต่ละคนมีมิติของอัตลักษณ์ทับซ้อนกันได้ อาทิ ความยากจน ความพิการ เชื้อชาติ ศาสนา การติดเชื้อเอชไอวี การต้องโทษ ทำอาชีพที่สังคมกีดกัน ฯลฯ และทุกคนอาจมีทั้งมิติเพศและอัตลักษณ์ทับซ้อนกันอยู่ การใช้เกณฑ์ว่า ชายรักชายเป็นบุคคลเสี่ยงโรคทางเพศสัมพันธ์ ไม่ควรรับบริจาคเลือดมา หรือ กรณีปาร์ตี้เกย์มีการพบยาเสพติด แล้วสั่งฟ้องคดียาเสพติดแบบเหมารวมโดยคิดว่าเกย์ทุกคนเป็นผู้ใช้สารเสพติดเป็นส่วนหนึ่งของการมีเพศสัมพันธ์ (Chem sex) จึงเป็นการเลือกปฏิบัติ


การให้นิยามคำว่า “เลือกปฏิบัติ” จึงสำคัญมาก กรมจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพต้องมีความเข้าใจในเรื่องนี้ เพราะตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) มีหัวใจสำคัญ 2 ข้อ คือ เสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งเราต้องมาวิเคราะห์กันให้ชัดอีกว่า หากมีการเลือกปฏิบัติ แบบไหนที่เราจะยอมรับได้ว่า เลือกปฏิบัติโดยมีเหตุผลอันชอบธรรม (Reasonable Distinction) ซึ่งควรต้องเกิดขึ้นเท่าที่จำเป็น และการไม่เลือกปฏิบัติต้องเป็นหลักนำมาก่อน

ขณะเดียวกันยังมีเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติที่มีความยืดหยุ่น (Non Discrimination with Flexibility) ที่ต้องคำนึงถึงอีก และเพื่อให้ยังคงหลักการไม่เลือกปฏิบัติ เราจำเป็นต้องยืดหยุ่นในการปฏิบัติ เพื่อเสริมเติมเต็มให้คนบางกลุ่มเพื่อให้คนกลุ่มนั้นก้าวข้ามการถูกจำกัด เพื่อเกิดความเสมอภาคได้ เช่น เราควรมีเงินอุดหนุนบุตรถ้วนหน้าให้ผู้หญิงทุกคนเพื่อให้ได้มีจุดเริ่มต้นที่เท่ากันจากรัฐ ในการดูแลเด็กปฐมวัย ผู้หญิงพิการหากมีบุตรต้องได้รับการดูแลเพิ่ม
ความตั้งใจของการจัดทำกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ คือ ต้องการให้มีการทำงานเชิงรุก โดยไม่ต้องรอให้มีคนแสดงตนเป็นเจ้าทุกข์ เพราะอย่างที่กล่าว ผู้ถูกเลือกปฏิบัติส่วนมากที่ถูกกระทำเพราะเขาไม่มีอำนาจ และมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ และปากท้อง จึงเป็นเรื่องที่ผู้ถืออำนาจรัฐควรต้องรุกเข้าไปหา มากกว่ารอให้เขามาร้องเรียน

ในทางกลับกัน ร่างกฎหมายฉบับที่ภาคประชาชนเสนอ ยังให้ความสำคัญในการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกลไกอำนาจเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติ ทั้งในเชิงการแก้ไขเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติ ในเรื่องลงโทษผู้ที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ผ่านกลไกคณะกรรมการที่มาจากภาคประชาสังคม

การส่งเสริมนโยบายขจัดการเลือกปฏิบัติ นอกจากมีคณะกรรมการนโยบายเหมือนกับคณะกรรมการในกฎหมายอื่นที่ฝ่ายการเมืองนั่งหัวโต๊ะ มีผู้แทนกระทรวง กรมต่าง ๆ กับ ผู้ทรงคุณวุฒิ แล้ว เรายังเสนอให้มีสภาส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติ กลไกคล้ายกับสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ ซึ่งนอกจากเสริมสร้างความเข้มแข็งทางนโยบายจากการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้ว ยังเป็นการสร้างกลไกการเรียนรู้ให้ประชาชนตื่นตัวลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติด้วยตนเอง

“แน่นอนการเลือกปฏิบัติทางเพศ ก็ต้องเป็นอย่างที่ผมว่าไว้ คือเราต้องไม่โฟกัสเฉพาะการกระทำเลือกปฏิบัติเท่านั้น แต่เราต้องคิดในเชิงรุกอีกด้วย

เราต้องพิจารณาว่า มีสิ่งใดบ้างที่ทำให้เกิดความแตกต่างด้วยเหตุแห่งการเป็นเพศหญิง หรือการเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ที่จำเป็นต้องยืดหยุ่นให้เข้าถึงสิทธิ โอกาสในสังคมโลกที่เพศชายยังคงเป็นใหญ่” วีรภัทรกล่าวทิ้งท้าย

บทวิเคราะห์ กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติจะแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศได้อย่างไร

จากบทสัมภาษณ์ที่ผ่านมา พบว่า ข้อจำกัดของการแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศมีหลายประการ ได้แก่ ประการแรกอยู่ที่ตัวหน่วยงานหรือองค์กรที่จะเข้ามาจัดการปัญหา ในเรื่องความเป็นอิสระ อำนาจและหน้าที่ ประการหลังอยู่ที่ตัวผู้ถูกเลือกปฏิบัติที่ต้องเป็นผู้ร้องเรียนและติดตามเรื่องเองซึ่งทำให้เกิดความไม่สะดวก

ร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลฉบับภาคประชาชน วางแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวไว้อย่างครอบคลุม เริ่มจากการให้นิยามการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลว่า การกระทำหรือไม่กระทำการในทุกรูปแบบอันเป็นการแบ่งแยก กีดกัน หรือจำกัดสิทธิเสรีภาพ หรือสิทธิประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพราะเหตุแห่งความแตกต่างของบุคคล

การเลือกปฏิบัติต่อบุคคลจะกระทำมิได้ หน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลใดกระทำการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ต้องรับผิดชอบในผลแห่งความเสียหายจากการนั้น นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้ง 4 หน่วยงานเข้ามาดูแลงานด้านการขจัดการเลือกปฏิบัติ ได้แก่

  • คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล (คณะกรรมการ)
  • คณะกรรมการคุ้มครองและช่วยเหลือบุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติ (คณะกรรมการ คชป.)
  • สภาส่งเสริมความเท่าเทียมและขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล
  • สำนักงานคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการ

คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล มีรมว.ยุติธรรม เป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่งจำนวน 8 คน และ มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 10 คน จากผู้มีประสบการณ์ ผลงาน ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ของกลุ่มผู้ถูกเลือกปฏิบัติด้านต่าง ๆ อำนาจหน้าที่ อาทิ เสนอแนะนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติ งาน เสนอความเห็นและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดำเนินมาตรการต่าง ๆ

คณะกรรมการคุ้มครองและช่วยเหลือบุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติ ประกอบด้วย ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการอื่นจำนวน 6 คนซึ่งแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความสามารถ ให้ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา มีอำนาจหน้าที่ อาทิ

  • ตรวจสอบและวินิจฉัยกรณีที่ความปรากฏต่อคณะกรรมการ คชป. เองว่ามีการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล หรือกรณีที่มีการยื่นคำร้อง
  • ดำเนินมาตรการใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน
  • กำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์แก่บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติมิให้ถูกกระทำซ้ำหรือถูกกระทำต่อไป
  • พิจารณาวินิจฉัยว่านโยบาย กฎ ระเบียบ ประกาศ มาตรการ โครงการ วิธีปฏิบัติ หรือการกระทำของหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลใดมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือไม่

ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ คชป. ได้แก่ บุคคลซึ่งได้รับความเสียหาย สามี ภริยา บิดา มารดา ทายาท ญาติ ผู้ปกครอง ผู้ดูแล ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาลของบุคคลผู้ได้รับความเสียหาย และหน่วยงานของรัฐ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง องค์กรภาคประชาสังคมด้านการคุ้มครองสิทธิ หรือ บุคคลอื่นใด เพื่อประโยชน์ในการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล

ในกรณีที่คณะกรรมการ คชป. วินิจฉัยว่า มีการกระทำมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ให้มีอำนาจออกคำสั่งให้ระงับการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือปฏิบัติให้ถูกต้อง และให้การชดเชยและเยียวยาความเสียหายแก่บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติ ในกรณีที่ประเด็นข้อพิพาท ให้ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่ต้องพิสูจน์ว่ามิได้ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว

สภาส่งเสริมความเท่าเทียมและขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ประกอบด้วยบุคคลที่คณะกรรมการแต่งตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50 คน จากรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจากองค์กรเอกชน

อำนาจหน้าที่ อาทิ จัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการส่งเสริมความเท่าเทียมและขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเสนอต่อคณะกรรมการ เรียกให้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการ และคณะกรรมการ คชป. เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน และมีข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล

เพื่อให้การทำงานด้านขจัดการเลือกปฏิบัติมีผลบังคับใช้จึงมีบทกำหนดโทษด้วย ได้แก่ ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ คชป. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ คชป. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ


จึงเห็นได้ว่าหากมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติฯ จะสนับสนุนให้การทำงานเพื่อคุ้มครองบุคคลมีความชัดเจน เนื่องจากจะมีการจัดตั้งสำนักงานขึ้นมาเอง มีคณะกรรมการชุดใหญ่ คณะกรรมการ คชป. และสภาส่งเสริม เพื่อทำหน้าที่ในด้านต่าง ๆ

คณะกรรมการ คชป. สามารถหยิบยกเรื่องขึ้นมาพิจารณาเอง หรือ ให้ผู้ถูกเลือกปฏิบัติ หรือ บุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือ หน่วยงาน และ บุคคลใด ยื่นคำร้องก็ได้

สุดท้ายคือมีการกำหนดบทลงโทษทั้งจำและปรับ เพื่อให้งานด้านการขจัดการเลือกปฏิับัติเห็นผลเป็นรูปธรรม



รู้จักเราเพิ่มเติม
ร่วมบอกเล่าประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติ
  • ร่วมบอกเล่าประสบการณ์ / เรื่องราวที่คุณเคยเจอหรือพบเห็น เพื่อให้เรานำเสนอต่อสาธารณะ
  • หากเรื่องราวของท่านได้รับการนำเสนอ จะได้รับการติดต่อมอบหนังสือขอบคุณ และติดตามการช่วยเหลือ
บรรยายเรื่องราว เหตุการณ์ โดยย่อ
ผู้แจ้งเบาะแส
หมายเลขโทรศัพท์
แจ้งเบาะแส
หรือร้องเรียนผ่าน Crisis Response System (CRS) ที่ สวัสดีปกป้อง