บทความ
คนพิการไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายปัจจุบันอย่างเพียงพอ จึงควรมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติเพื่อพิทักษ์สิทธิคนพิการเชิงรุก

: บทสัมภาษณ์ตัวแทนภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้

โดย บูรพา เล็กล้วนงาม

คนพิการถูกระบุเป็นกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากมีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิต ทำให้ต้องได้รับการส่งเสริมให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ แม้เทคโนโลยีปัจจุบันจะเอื้ออำนวยคนพิการในการใช้ชีวิต แต่ก็ยังมีความเสี่ยงต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ เลยเถิดไปถึงถูกลิดรอนสิทธิและถูกเลือกปฏิบัติ

จริงอยู่แม้คนพิการจะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความเท่าเทียมในการใช้ชีวิต เนื่องจากกฎหมายมีจุดโหว่อยู่

ประเด็นปัญหาจากกฎหมายปัจจุบันและการเอื้อเฟื้อ

สุภวัฒน์ เสมอภาค ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ ผู้พิการทางการเคลื่อนไหว เล่าว่า ปัญหาของกฎหมายส่งเสริมคนพิการฯ อยู่ที่โครงสร้างของกฎหมาย ได้แก่ มาตรา 5 คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองกรรมการ หัวหน้าส่วนราชการ 11 คน ผู้แทนองค์กรคนพิการแต่ละประเภท 7 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน เป็นกรรมการ มาตรา 15 การห้ามเลือกปฏิบัติต่อคนพิการ และมาตรา 16 คนพิการที่ถูกเลือกปฏิบัติ มีสิทธิร้องต่อคณะกรรมการให้มีคำสั่งเพิกถอนการกระทำหรือห้ามมิให้กระทำได้

ตัวแทนภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ กล่าวด้วยว่า ถ้าคนพิการที่ได้เข้าไปเป็นกรรมการ ไม่ยึดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) เป็นหลัก และไม่มีความเข้มแข็งพอ ก็จะไม่สามารถถกเถียงกับกรรมการคนอื่นเพื่อปกป้องคนพิการได้ อีกทั้งมีการครอบงำกันอยู่ โดยกรรมการในส่วนของคนพิการ มักมาจากตัวแทนสมาคมคนพิการสมาคมหลักของประเทศ 7 สมาคม (สมาคมที่ลงท้ายด้วยคำว่าแห่งประเทศไทย) ซึ่งมีข้อสงสัยเรื่องความไม่เด็ดขาดต่อหน่วยงานราชการ เพราะอาจส่งผลถึงเงินสนับสนุน

“พอมีกรณีถูกเลือกปฏิบัติก็จะเป็นลักษณะไกล่เกลี่ย ที่เรามักจะไม่ค่อยได้เห็นการลงโทษสักเท่าไหร่ แต่จะเป็นการไกล่เกลี่ยเพื่อยอมความ ทำให้กลไกไม่เข้มแข็ง และไม่ทำงาน เช่น เกี่ยวกับเรื่องการจ้างงาน”

สุภวัฒน์ กล่าวอีกว่า โครงสร้างของกฎหมายมีปัญหามาตั้งแต่แรก เพราะยึดติดกับองค์กรหลักของคนพิการ พอยึดติดกับองค์กรหลัก เวลาตั้งคณะอนุกรรมการในทุกระดับ ตัวแทนคนพิการก็จะมาจากองค์กรหลักอย่างเดียว ฉะนั้นควรกำหนดนิยามใหม่เพื่อให้ครอบคลุมได้มากขึ้น ก็จะทำให้มีองค์กรใหม่เข้ามาเป็นกรรมการได้ แต่ตอนนี้ระบุว่า ต้องมาจากสมาคมหลักเท่านั้น

ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ เปิดเผยต่อว่า เมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนของคณะกรรมการ พบว่ามีคนพิการเป็นคณะกรรมการไม่ถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อมีประเด็นปัญหาเกิดขึ้นก็ต้องถกเถียงกับข้าราชการ บางประเด็นสู้กับข้าราชการไม่ได้ บางประเด็นกรรมการในสัดส่วนคนพิการ ก็ไม่ได้พิทักษ์สิทธิคนพิการมากเท่าที่ควร

“โดยส่วนใหญ่ไม่กล้าพิทักษ์สิทธิโดยตรง ไปค้านโดยตรง อาจเพราะความสัมพันธ์ที่มีการสนับสนุนจากกรม และกองทุน องค์กรเหล่านี้ได้เงินสนับสนุนเองอยู่แล้วโดยไม่ต้องไปของงบฯ ทำโครงการ เป็นองค์กรหลักอยู่แค่นั้นที่ได้รับ ถ้ามีองค์กร (องค์กรคนพิการ) อื่นเข้ามา อาจจะทำให้เขาต้องเสียผลประโยชน์”

สุภวัฒน์กล่าวว่า อีกปัญหาคืออำนาจของคณะกรรมการ ที่สามารถลงโทษผู้เลือกปฏิบัติต่อคนพิการได้แค่ปรับ หรือ สั่งให้ปฏิบัติ แต่ก็จะเป็นกรณีไป ไม่ใช่ว่าพอมีกรณีเลือกปฏิบัติเกิดขึ้นแล้วจะไปแก้ไขระเบียบโดยภาพรวมเพื่อป้องกันได้

กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติสามารถแก้ไขปัญหาให้คนพิการได้

สุภวัฒน์กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหลายฉบับ ที่อยู่ในขั้นตอนเสนอร่างกฎหมายต่อสภาฯ ว่า กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติฯ ควรต้องมีคณะกรรมการพิจารณาการเลือกปฏิบัติที่สามารถดำเนินการ ติดตามการทำงาน หรือ ทำงานเชิงรุก เช่น พบว่าเกิดเหตุนี้จะนำไปสู่การเลือกปฏิบัติก็ดำเนินการได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องให้คนพิการมายื่นคำร้อง

ซึ่งสอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลฯ (ฉบับภาคประชาชน) ที่มีความพยายามในการเสนอให้คณะกรรมการฯ สามารถ (มาตรา 39 วงเล็บ 5) พิจารณาวินิจฉัยว่านโยบาย กฎ ระเบียบ ประกาศ มาตรการ โครงการ วิธีปฏิบัติ หรือการกระทำของหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลใดมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลคลหรือไม่ โดยไม่ต้องรอให้เกิดกรณีร้องเรียน

ในส่วนของคณะกรรมการพิจารณาการเลือกปฏิบัติ สุภวัฒน์ กล่าวว่า ควรต้องมีคนเป็นเจ้าของเรื่องเข้าไปเป็นคณะกรรมการด้วย ส่วนที่มาของคณะกรรมการควรใช้วิธีเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ผู้ทำงานเชิงประเด็น แล้วค่อยพิจารณาถึงกระบวนการคัดเลือก ซึ่งจะทำให้กรรมการจะมีความหลากหลายขึ้น เพื่อให้การพิทักษ์สิทธิคนพิการเกิดขึ้นได้จริง ต่างจากกฎหมายส่งเสริมคนพิการฯ ฉบับปัจจุบัน ที่กรรมการในสัดส่วนคนพิการมาจากตัวแทนองค์กรหลัก

ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ผู้นี้ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล มีการระบุเรื่องการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติ ว่าสามารถกระทำการได้ ทั้งบุคคลผู้ถูกเลือกปฏิบัติเองหรือผู้แทน เช่น สามี ภริยา บิดา มารดา ทายาท ญาติ ผู้ปกครอง ผู้ดูแล ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาลของบุคคล หรืออาจขอให้องค์กรช่วยเหลือทางกฎหมายด้านการคุ้มครองสิทธิเป็นผู้ดำเนินการแทนได้ ซึ่งเป็นเรื่องเหมาะสม เพราะบ่อยครั้งการต้องต่อสู้กับการละเมิดสิทธิ - เลือกปฏิบัติ บุคคลอื่นที่อาจไม่ใช่คนพิการอาจเป็นตัวแทนในการฟ้องร้องแทนผู้ถูกเลือกปฏิบัติได้

- สร้างสังคมที่เคารพความแตกต่างหลากหลาย ไม่เลือกปฏิบัติ -

รู้จักเราเพิ่มเติม
ร่วมบอกเล่าประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติ
  • ร่วมบอกเล่าประสบการณ์ / เรื่องราวที่คุณเคยเจอหรือพบเห็น เพื่อให้เรานำเสนอต่อสาธารณะ
  • หากเรื่องราวของท่านได้รับการนำเสนอ จะได้รับการติดต่อมอบหนังสือขอบคุณ และติดตามการช่วยเหลือ
บรรยายเรื่องราว เหตุการณ์ โดยย่อ
ผู้แจ้งเบาะแส
หมายเลขโทรศัพท์
แจ้งเบาะแส
หรือร้องเรียนผ่าน Crisis Response System (CRS) ที่ สวัสดีปกป้อง