บทความ
No one left behind ต่างถิ่น แต่ไม่ต่างกัน

กว่าจะมีอาหารทะเลกินได้ทุกวันนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ?

เมื่อพูดถึงอาหารทะเล เรามักจะนึกถึง กุ้ง หอย ปู ปลา สิ่งใกล้ตัวเราอย่างการกินตามสถานที่ต่างๆ เช่น ร้านอาหาร สตรีทฟู้ด ภัตรคารเป็นต้น

มีทั้งเมนูทะเลที่หลากหลายแม้กระทั้งบุฟเฟ่ต์ ชาบูและอาหารทุกชนิด “ปลา” คือ วัตถุดิบอันแสนอร่อย มีประโยชน์หลายชนิดและเป็นอาหารหลักหมู่ที่ 1 โปรตีน ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย อันเป็นผลดีต่อสุขภาพ ด้งนั้นการทำความรู้จักความเป็นมาของอาหารทะเล รวมถึงเบื้องหลังชีวิตของแรงงานต่างด้าวจะช่วยให้เราเข้าใจลึกซึ้งถึงสาเหตุและมองลึกลงไปถึงความเป็นมนุษย์ที่เท่ากันได้

การทำประมง คือ การจับสัตว์น้ำชนิดต่างๆซึ่งมีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ถ่ายทอดจากภูมิปัญญาที่สั่งสมมาเป็นการเรียนรู้จากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระแสน้ำ ฤดูกาล ปรากฎการณ์น้ำขึ้นน้ำลง รวมถึงการเรียนรู้วิถีชืวิตและวัฎจักรของสัตว์น้ำและศิลปะในการทำประมง

จังหวัดปัตตานี การทำประมงส่วนใหญ่จะเป็นการทำประมงทางทะเลมากกว่าน้ำจืด โดยจะทำอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล เพราะสามารถทำการเก็บผลผลิตในน้ำตื้นบริเวณชายฝั่งได้ง่ายกว่าบริเวณน้ำลึกและบริเวณชายฝั่งมักจะมีสัตว์น้ำชุกชุมเนื่องจากคลื่นได้ซัดพาสารอาหารต่างๆมายังชายฝั่งจำนวนมาก

เศรษฐกิจประมงถือเป็นอุตสาหกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักให้กับจังหวัดปัตตานีในการส่งออกสัตว์น้ำที่ได้จากการประมงเพื่อจำหน่าย ส่งผลให้มีการจ้างงานเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ เพื่อช่วยสร้างรายได้ สร้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ชาวประมง พนักงานแรงงาน คนงานในตลาดปลา ผู้ขนส่ง เป็นต้น แน่นอนว่าผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียคือ ภาครัฐและประชาชน กลุ่มทุนในพื้นที่

แต่ปริมาณอาหารทะเลต้องแลกมาด้วยกับต้นทุนในการลงทุน การจ้างงานมหาศาล เพื่อที่จะสามารถทำการประมงได้ ทั้งใช้ต้นทุนทดแทนสินค้าและใช้จ่ายค่าบริการต่างๆ รวมถึงทรัพยากรคนในการทำงาน เพื่อสร้างเศรษฐกิจให้เติบโต มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อพูดถึงทรัพยากรคน ในหลากหลายบทบาทก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันไป หนึ่งในทรัพยากรคนที่สำคัญลำดับต้นๆคือ กลุ่มแรงงานต่างด้าว

กลุ่มแรงงานต่างด้าว (MOU) คือกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้ข้อตกลง MOU ระหว่างรัฐบาลประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ ซึ่งขั้นตอนการนำเข้าแรงงานนโยบายจ้างดำเนินการด้วยตัวเองหรือให้บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการนำเข้าแรงงาน

กลุ่มแรงงานต่างด้าว (MOU) ที่อาศัยอยู่ในปัตตานี ส่วนใหญ่จะมีการทำ MOU และกลุ่มคนที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่างประเทศลาว กัมพูชา และเมียนมาร์เป็นหลัก

นั่นเป็นเพราะ เบื้องหลังการทำงานในประเทศต้นทางมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันการทำงานในประเทศไทย ก็อาจไม่ได้สร้างความสะดวกสบายหรือการเข้าถึงสวัสดิการแรงงานที่ยังคงไม่เท่ากันกับกลุ่มคนทั่วไปจึงทำให้เกิดการเลือกปฎิบัติระหว่างกัน เช่น ที่พักอาศัย การรักษาพยาบาล สุขลักษณะอนามัย เป็นต้น

ฟังดูน่าจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ความจริงเหตุการณ์การเลือกปฏิบัติในกลุ่มแรงงานต่างด้าวเดียวกันยังคงเกิดขึ้น

“เชียร์” สาววัย 45ปี อพยพมาตั้งถิ่นฐาน ทำงานประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปในท่าเทียบเรือประมง จังหวัดปัตตานี

เชียร์ ก็เป็นคนที่เคยเผชิญช่วงเวลายากลำบาก เป็นคนสู้ชีวิตและไม่เลือกงาน อาชีพสุจริตที่สามารถหารายได้เพื่อเลี้ยงชีพคนในครอบครัว เธอก็เลือกที่จะทำ เช่นเดียวกับสามีที่ประกอบอาชีพรับจ้างดองปลาและลูกสาววัย 16ปี หารายได้เสริมจากการรับจ้างคัดแยกปลา

ครอบครัวขนาดเล็กนี้อาศัยอยู่ซอกซอยแคบๆ ในท่าเทียบเรือประมง ระหว่างทางเข้าบ้านก็ได้กลิ่นปลา น้ำเน่าเสีย ขยะเชื้อโรคปะปนโชยขึ้นมา สถาพแวดล้อมบริเวณบ้านแถวตรงหน้าช่างดูแออัด เก่าโทรมติดกันยาวเหยียด ส่วนข้างหน้าบ้านจะมีแคร่ไม้ไผ่เรียงกันเป็นแถว หลังคาสังกะสีเก่าโทรม รูรั่วอุดกับถุงพลาสติก รองเท้าบูธของใช้ต่างๆรุงรังเต็มหน้าบ้าน ประตูไม้ที่เปิดทิ้งไว้ เห็นห้องสี่เหลี่ยมที่จุเตียงได้ 1 ห้องนอนเป็นที่พักผ่อนยามเหนื่อยล้า

เชียร์เล่าว่า ... “ก่อนที่ตัดสินใจอพยพมาที่นี่ เธอมีเพื่อนบ้านที่เคยทำงานในท่าเทียบเรือประมงมาก่อน เธอก็พอจะรู้บริบทในพื้นที่พอสมควร” เพื่อนบ้านเคยถามเธอว่า ... “จะไปเช่าบ้านแถวอยู่ที่ท่าเทียบเรือประมงได้เหรอ มันได้กลิ่นโชยมานะ กลัวเหม็นอยู่ไม่ได้“ แต่สำหรับเชียร์แล้ว เธอกล่าว ด้วยน้ำเสียงคลายกังวลว่า... “ถ้าไม่อยู่ที่นี่ เธอจะไปอยู่ไหน เพราะเธอตัดสินใจแล้วว่าจะเข้ามาทำงานในท่าเทียบเรือประมงและเลือกเช่าบ้านแถวหลังเล็กๆอยู่กับครอบครัว”

ต่างจาก “ครอบครัววอน” ที่อพยพมาอยู่บ้านตามย่านชุมชนบ้านยูโยในตัวเมืองปัตตานี หญิงวัยกลางคนเริ่มมาใช้ชีวิตราวสิบกว่าปี ตั้งแต่ลูกสาววัยกำลังโตสู่วัยรุ่นจนตอนนี้ได้แต่งงานและมีลูกวัยน่ารักน่าชัง

วอน เล่าต่อว่า ... “การตัดสินใจมาอยู่สิบกว่าปีไม่ทำให้เธอลืมก้าวแรกที่จากมา วอนพกรูปภาพใบเก่าจากต่างถิ่นมาแปะไว้บนผนัง เพื่อเป็นกำลังใจชีวิตและทุกครั้งที่มองไปยังรูปนั้น วอนมักจะคิดถึงบ้าน ครอบครัวอยู่เสมอ จนมาถึงเวลาที่ทุกอย่างจะดับไปและไม่มีวันหวนกลับมา แต่พร้อมการเกิดและเติบโตของชีวิตครอบครัวใหม่ของวอน ทำให้เธอไม่ลังเลใจที่จะมาใช้ชีวิตที่นี่ กระทั้งเรื่องราวของภาพได้กลายเป็นเรื่องเล่าที่ทำให้ดิฉันเห็นถึงความเสียสละ อดทนในการใช้ชีวิตของแรงงานต่างด้าว"

ดิฉันมีโอกาสลงพื้นที่สัมภาษณ์และได้เห็นสภาพแวดล้อมแล้วรู้สึกว่า น่าหดหู่และน่ายินดีปะปนกันไปที่ได้เห็นชีวิตใหม่ต่างถิ่นที่จะดีกว่าเดิม ในขณะเดียวกันชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

“อาชีพรับจ้างคัดแยกปลา” ในแต่ละวันไม่แน่นอน อย่างน้อยเดือนหรือสัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง ซึ่งคงต้องหาอาชีพเสริม เพื่อให้พอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ขั้นแรงขั้นต่ำวันละ 300บาท คงไม่พอสำหรับกลุ่มแรงงานหาเช้ากินค่ำ เพราะยังมีค่าใช้จ่ายครอบครัวที่ต้องรับภาระ ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าบริโภครวมแล้วต่อเดือน 3,000กว่าบาท

.

กลุ่มแรงงานต่างด้าวจะได้รับความเท่าเทียมหรือไม่ หากบทความข้างต้นได้บอกให้ทุกคนได้รับรู้เสียงคนธรรมดาในพื้นที่ เสียงที่ยังไม่ดังก้องพอที่จะเล่าให้กับสังคมวงกว้าง ดิฉันได้แต่เก็บบันทึกเรื่องราวและย้อนเวลาคิดทบทวนสิ่งที่ได้สัมภาษณ์กับแรงงานต่างด้าวที่กลายมาเป็น “มิตรสหาย” เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อบอกเล่าเรื่องประเด็นสังคมต่อไป

“... เกิดมาจากต่างถิ่น ยืนบนดินเท่ากัน ...”

.

.

ผู้เขียนโดย : ผุสดี หวันหวัง

รู้จักเราเพิ่มเติม
ร่วมบอกเล่าประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติ
  • ร่วมบอกเล่าประสบการณ์ / เรื่องราวที่คุณเคยเจอหรือพบเห็น เพื่อให้เรานำเสนอต่อสาธารณะ
  • หากเรื่องราวของท่านได้รับการนำเสนอ จะได้รับการติดต่อมอบหนังสือขอบคุณ และติดตามการช่วยเหลือ
บรรยายเรื่องราว เหตุการณ์ โดยย่อ
ผู้แจ้งเบาะแส
หมายเลขโทรศัพท์
แจ้งเบาะแส
หรือร้องเรียนผ่าน Crisis Response System (CRS) ที่ สวัสดีปกป้อง